ใบเฟิร์น พัสกร เลิก เจโม่ ไม่รู้ว่ามีแฟน ถูกหลอก กลับไปก็โง่

ใบเฟิร์น พัสกร จุกเจ็บถอยห่าง เจโม่ ไม่รู้มีแฟน ถูกหลอก กลับไปก็โง่ (คลิป)

 

ใบเฟิร์น พัสกร

 

หลังจากที่สาว ใบเฟิร์น พัสกร ได้โพสต์รูปสุดหวานเปิดตัวหนุ่มคนใหม่ เจโม่ จาตุรนต์ ในวันวาเลนไทน์ แต่กลับโป๊ะแตก มีคนออกมาแฉว่า เจโม่ นั้นมีแฟนอยู่แล้ว

 

และคบกันมา 10 ปี แต่ตัว ใบเฟิร์น นั้นไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน ด้าน เจโม่ เอง ก็ได้โพสต์ข้อความยอมรับผิดทุกอย่าง

 

พร้อมทั้งขอโทษที่ทำให้คนที่เกี่ยวข้องต้องมาเสียใจกับเรื่องแย่ๆ ล่าสุด สาวใบเฟิร์นได้เปิดใจพูดแบบหมดเปลือก หลังจากเสร็จหน้าที่พิธีกรรายการ คุยแซ่บShow โดยเจ้าตัวเล่าว่า

 

 

เรื่องราวเป็นอย่างไร?

“เริ่มเล่าตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ. วันนั้นไม่มีอะไรพิเศษมาก วันนั้นตอนเย็นก็ไปทานข้าวกับพี่โม่ เป็นเรื่องปกติ เราสองคนไม่ได้เป็นฟีลหวาน วันนั้นแค่ไปทานข้าวจริงๆ พอไปนั่งทานข้าวสักพัก ก็เห็นว่าเขาโพสต์รูปที่ทุกคนเห็นกัน

 

ถามว่ารู้สึกอะไรที่เค้าโพสต์รูป คงเป็นโพสต์เพราะวันวาเลนไทน์มั้ย คิดในใจนะ เค้าพูดว่าเป็นครั้งแรกที่เค้าโพสต์ เค้าคงอยากให้วันนี้มันเป็นโมเมนต์อะไรสักอย่าง พอเห็นว่าเค้าโพสต์ ตอนแรกเราก็ลงสตอรี่เป็นเค้าก่อน แล้วก็โพสต์ เพราะรู้สึกว่ามึงโพสต์ กูก็โพสต์ เพราะไม่ได้อะไรอยู่แล้ว

 

ก่อนหน้านี้หลายๆ คนก็รู้ว่าเฟิร์นมีคนคุยอยู่ แล้วก็ไม่ได้คิดอะไร วันนั้นกลับไปบ้าน ก็เริ่มเช็กคอมเมนต์ก็ไม่มีอะไร มีแต่แซว เชียร์ จนวันที่ 15 ก.พ. เฟิร์นจำเวลาไม่ได้แน่นอน เริ่มเห็นคอมเมนต์ในไอจีเฟิร์นก่อน เป็นคอมเมนต์แปลกๆ ที่เป็นเชิงว่าไปเลิกกันก่อน เราก็รู้สึกกับคอมเมนต์ตรงนี้ เอาจริงๆ ก็เริ่มตกใจ”

 

คอมเมนต์เค้าเขียนว่าอะไร?

“อย่างที่ทุกคนทราบเลยค่ะ ประมาณว่าเลิกทางนั้น เลิกทางนี้ก่อน เฟิร์นจำรายละเอียดไม่ได้ แต่เฟิร์นไม่ได้ลบ เห็นแล้วตกใจ งงก่อน แล้วรู้สึกว่าอะไรอีกแล้ว แล้วก็ไปดูในไอจีพี่โม่ว่ามีมั้ย ปรากฏว่ามี เป็นคอมเมนต์ทำนองเดียวกัน

 

คนเดียวกันกับที่เข้ามาคอมเมนต์เรา แต่ภาษารุนแรงกว่าที่คอมเมนต์เรา ตอนนั้นก็ยังงง แล้วก็ลองเข้าไปดูในไอจี ซึ่งเราดูว่าคนนี้น่าจะรู้เยอะ เราก็ลองถามน่าจะได้อะไร เฟิร์นอินบ็อกซ์ไปถามเลย ตอนนั้นไม่มีใครเป็นที่ปรึกษา เป็นผู้หญิงคนเดียว”

 

 

พอเราทักอินบ็อกซ์เค้าไป เค้าว่าไง?

“พอเข้าไป เราเห็นเค้าส่งข้อความมาในอินบ็อกซ์ของเราด้วยเหมือนกัน อย่างที่เขาพิมพ์มาประมาณนั้นเลย

เอ่อ….ก็อย่างที่เค้าพิมพ์คอมเมนต์มาประมาณนั้นเลย พอเราเห็นแบบนั้นเราเองก็พูดอะไรไม่ถูก ได้แต่พูดไปว่า มันจริงเหรอคะ จริงเหรอคะ มันยังไงเหรอคะ คือทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน”

 

ณ ตอนนั้นเราได้คุยกับเจโม่แล้วหรือยัง?

“ยังค่ะ ยัง ขอเล่าเรื่องตรงนี้ให้ฟังก่อน คือ…พอเราทักไปคุยกับที่คอมเมนต์มาบอก ทางนั้นเค้าก็เริ่มเล่ารายละเอียดให้ฟังว่าเรื่องราวมันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้

 

และถ้าหากเราอยากรู้อะไรเพิ่มเติมก็ให้ลองไปคุยกับน้องสาวเค้าดู ซึ่งน้องสาวเค้าก็คือคนที่โพสต์นั่นแหละค่ะ จากนั้นทางฝั่งเค้าก็หายไปพักหนึ่ง และก็ให้เบอร์ติดต่อมา ซึ่งพอเราได้เบอร์ปุ๊บก็โทรหาเค้าทันทีเลยค่ะ

 

ตอนนั้นก็ไม่รู้นะว่าเค้ารู้หรือเปล่าว่าเราจะโทรไป แต่เราก็คือโทรไปถามรายละเอียดจากเค้านั่นแหละ ทางเค้าเองก็เล่าให้ฟังตามสิ่งที่เค้าพิมพ์ไว้เหมือนกับที่ทุกคนเห็น จากนั้นเราก็เลยบอกกับเค้าไปตามตรงว่า เราไม่รู้เลย ไม่เคยรู้เลยจริงๆ

 

และตอนนี้เราเองก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน ยังงงๆ อยู่คนเดียว ไม่รู้จะจับต้นชนปลายยังไง ณ ตอนนั้นทำได้แค่พูดคำว่า ขอโทษ ขอโทษที่ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน รวมถึงฝากไปขอโทษผู้หญิงอีกคนด้วย เนื่องจากว่าเราไม่รู้เรื่องเลยจริงๆ ถ้าหากรู้เรื่องนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน”

 

ตอนนั้นเราเชื่อคนที่เข้ามาคอมเมนต์บอกเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ เลยใช่มั้ย?

“จริงๆ เราคิดตั้งแต่แรกแล้วนะคะว่าอยากจะถามพี่โม่ อยากจะถามว่ามันคืออะไร แต่ก็ไม่รู้ไงว่าจะคุยอะไรกับเค้าก่อน หรือว่าจะต้องเริ่มยังไงดี ตอนนั้นปากคอมันสั่นไปหมด”

 

แสดงว่าพอรู้ปุ๊บเราก็ช็อกไปเลย?

“เราเคยเห็นนะเหตุการณ์อะไรแบบนี้ แต่พอมาเจอกับตัวเองมันก็ช็อก”

 

เราเริ่มคุยกับฝ่ายชายเมื่อไหร่?

“พอได้คุยกับทางน้องสาวเขา ได้ขอโทษกันเสร็จเรียบร้อย ตอนนั้นเรายังไม่รู้นะคะว่าเขาโพสต์อะไร จนกระทั่งเขาบอกกับเราว่า

 

‘ขอโทษนะคะ เขาโพสต์เรื่องนี้ไปแล้วด้วยอารมณ์ของเขา’ วินาทีนั้นคำเดียวที่เราคิดในใจก็คือ ‘ฉิบหายแล้ว’ แต่ก็บอกเขาไปว่า ‘ไม่เป็นไรค่ะ ไม่เป็นไร มันแก้อะไรไม่ได้แล้ว’

 

จากนั้นเขาก็เตือนว่าเรื่องมันเริ่มเป็นข่าวแล้ว คือเขาคุยกับเราดีมาก เราทั้งคู่คุยกันด้วยดี รวมถึงเรายังบอกขอบคุณเขาด้วยที่เตือนมา ซึ่งเรามารู้อีกภายหลังว่า จริงๆ เขาพยายามเตือนมาแล้วก่อนหน้านี้ แต่เป็นเราเองที่ไม่เห็น

 

เพราะเราไม่เคยอ่านไดเรกแมสเสจ เนื่องจากระบบมันไม่เคยแจ้งเตือน เราก็เลยคิดว่ามันคงเป็นดวงของเราเองด้วยมั้งที่ทำให้เรื่องราวกลายเป็นแบบนี้ เพราะเราไม่เคยอ่านไดเรกแมสเสจ”

 

คุยกับเจโม่ตอนไหน?

“พอวางหูไปก็เริ่มละ อยู่คนเดียวเอาไงต้องคุยแล้ว เหมือนนางก็เริ่มรู้ ก็โทรมา แป๊บเดียวเอง เค้าโทรมาหาหนู ตอนแรกกะจะโทรไปหาเค้า นั่งเรียบเรียงนู่นนั่นนี่ ไม่นานนางก็โทรมา หนูก็ถามพี่โม่เรื่องมันเป็นไง มันจริงมั้ย

 

เค้าก็ยอมรับว่าเรื่องมันก็เป็นแบบที่รู้นั่นแหละ เค้าก็ยังคุยกันอยู่ เพียงแต่ว่าไม่ได้ไปมาหาสู่กันแล้วเท่านั้นเอง เค้าขอโทษ เค้าไม่ได้แก้ตัวอะไรใดๆ แต่เล่าว่ายังคุยกันอยู่ในไลน์จริงๆ แต่ไม่ได้ไปเจอ”

 

เค้ายอมรับว่าคบซ้อน?

“เค้าไม่ได้พูดว่าคบซ้อน ตอนนั้นเฟิร์นไม่มีคำว่าคบซ้อนในหัวนะ เค้าพูดแค่ว่า มันก็เป็นตามนั้นเค้ายังคุยกันอยู่ แต่ว่าไม่ได้ไปเจอ ก็ห่างๆ”

 

คิดว่าถูกหลอกมั้ย?

“มันแน่นอนอยู่แล้ว มันชัดอะ เราไม่รู้ว่าเจตนาเค้าตั้งใจหรืออะไร แต่แค่รู้สึกว่าวันนี้เราโดนกับตัวเองแล้ว”

 

ฟังจากปากเค้ารู้สึกอย่างไร?

“ก็เสียใจนะ เพราะว่าเราไม่ได้คิดว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้น แล้วมันก็ช็อก ทำตัวไม่ถูก เสียใจ แต่ ณ ตอนนั้นที่เค้าพูดมาเราก็ไม่ได้คุยกันเยอะ เฟิร์นฟังข้อมูลจากน้องเค้ามา ก็รู้สึกไม่อยากคุยอะไรแล้ว”

 

ความสัมพันธ์ตอนนี้คือ?

“ณ ตอนนั้นเอาจริงๆ ในโทรศัพท์ตอนนั้นยังไม่ได้สรุปว่าจะเอายังไง เฟิร์นแค่ฟังแล้วถามมันเป็นอย่างนั้นใช่มั้ย ก็ตามนั้น มันก็อึ้งๆ งงๆ เฟิร์นก็ตัดสินใจวางหูไป”

 

โมโหมั้ย ได้พูดอะไรกับเค้ารึเปล่า?

“ไม่ใช่ฟีลโมโหนะคะ แต่มันเป็นฟีลทำอะไรไม่ถูก มือสั่น ใช่เหรอ จริงเหรอ เหมือนมีคำถามอยู่ในหัว”

 

ความสัมพันธ์ของเรามันเริ่มยังไง เค้าเข้ามาหาก่อน?

“จริงๆ พี่โม่เป็นเพื่อนในแก๊งที่เราอยู่รู้จักกันมาก่อนหน้านี้ รู้จักกันไม่นานค่ะ เพิ่งรู้จักช่วงปลายๆ ตุลา-กันยา ประมาณนั้น ไทม์ไลน์เฟิร์นจำไม่ได้ แต่หลังจากที่เค้ากลับมาจากต่างประเทศ เค้าก็มาช่วยงานพี่ที่รู้จัก

 

เค้าอยู่ร้านอาหารที่ทุกคนทราบ ซึ่งพี่คนนี้ที่เป็นเจ้าของร้านอาหาร เฟิร์นก็เป็นแก๊งเดียวกัน จะได้เจอกันอยู่แล้ว แล้วเฟิร์นก็เจอเค้ามากขึ้น ตอนแรกก็ไม่ได้สนใจ เฉยๆ แต่พอมันอยู่ในแก๊งด้วยกัน เจอกันบ่อย ได้พูดคุยกัน เราก็รู้สึกดีกับเค้า”

 

เราไม่เคยรู้ประวัติเค้ามาก่อน ว่าเค้าคบกันแฟนมา 10 ปี?

“ไม่ทราบเลยค่ะ”

 

มีระแคะระคายมั้ย?

“ถ้าระแคะระคาย เอาจริงๆ มั้ย คือต้องบอกเลยว่าเฟิร์นกับพี่โม่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน 24 ชั่วโมง แล้วก็เฟิร์นทำงานของเฟิร์น เค้าก็ทำงานของเค้า เฟิร์นไม่รู้สึกอะไรเลย เอาจริงๆ แล้วเฟิร์นก็เคยเจอเพื่อนในแก๊งเค้า”

 

เราเคยถามเค้ามั้ย เรื่องแฟน?

“ไม่ตั้งแต่ตอนแรกที่คุยกัน เค้าก็พูดอยู่ว่าเค้าไม่มีใคร เค้าบอกอาจจะมีคนคุยบ้าง แต่คุยน้อยลงแล้ว แต่ตอนนี้เค้าใช้คำว่าแฟน จุดที่ทำให้เรามั่นใจ อย่างที่บอกเฟิร์นเคยเจอเพื่อนพี่โม่หลายคนมาก ไม่ว่าจะเป็นแก๊งเดียวกัน เอาจริงๆ พี่หลายๆ คนก็เพิ่งรู้พร้อมเพื่อน หลายๆ คนก็ช็อก เค้าก็ไม่รู้มาก่อน

 

คือเมื่อ 2-3 อาทิตย์ที่แล้ว เค้าก็พาเฟิร์นไปเจอครอบครัวนะ เจอครบเลย คุณพ่อ คุณแม่ พี่ชาย พี่สาว มันเลยทำให้เรารู้สึกไม่มีอะไรอะ

 

ก่อนหน้านั้นเค้าก็ไม่เคยปิดอะไร แล้วเฟิร์นไม่ใช่ผู้หญิงมาเช็กมือถือแฟน หรือมานั่งดู เพราะเฟิร์นก็ทำงานของเฟิร์น เฟิร์นเองก็ไม่ชอบให้ใครมาเช็กมือถือเฟิร์นเหมือนกัน”

 

กิริยาคนที่บ้านของเค้าปกติกับเรา?

“พ่อแม่เค้าคุยกับเฟิร์นปกติเลย ขอถ่ายรูป หลานมาขอลายเซ็น ปกติเลย”

 

บทสรุปตอนนี้?

“บทสรุป ณ ตอนนี้ใช่มั้ยคะ จริงๆ อย่างที่บอก ณ ตอนนั้นพอวางหูจากพี่โม่ไป เราก็ประมวลกับตัวเองแล้วแหละ แล้วรู้สึกว่ามันต้องถอยแล้วจริงๆ

 

ถามว่าก่อนหน้านี้ที่จะรู้เรื่องของเค้า มีความรู้สึกดีๆ กับเค้ามั้ย มีความรู้สึกดีๆ กับเค้ามาก มันเป็นความรู้สึกที่เค้าโอเค พอ ณ ตอนนี้แล้ว หนูก็ยังคิดไม่ออกเหมือนกันว่าในอนาคต ถ้าถามอนาคตจะยังไง หนูก็ยังตอบตัวหนูเองไม่ได้”

 

ถอยแต่ไม่เลิก?

“ไม่ คือ คือ…คือมันจะเข้าใจยังไงได้อะพี่ ก็คือออกมาแล้ว เค้าจะอยู่ยังไงก็เป็นเรื่องของเค้า”

 

เค้ามาง้อมั้ย?

“ง้อค่ะ ก็ต้องบอกว่าเค้ายังติดต่อมา หนูก็ตอบเท่าที่ตอบได้ และคุยเท่าที่คุยได้”

 

ได้คุยมั้ยว่า ให้เค้าไปเคลียร์ฝั่งนู้นก่อน?

“อ่อ อันนี้หนูรู้สึกว่าตอนนี้คุณก็คงโดนหนักพอๆ กัน ถ้าคุณยังเป็นแบบนี้ต่อไป ก็คงชีวิตคุณแล้ว”

 

ตอนนี้ยังไม่ได้ตัดขาดเค้า?

“ตอนนี้เค้าก็ยังติดต่อมาอยู่ หนูก็มีเปิดอ่าน แต่ไม่ตอบบ้าง”

 

ใจเรายังให้โอกาสเค้า?

“คือ ณ ตอนนี้หนูต้องเอาตัวหนูออกมาก่อน เอาออกมาจากพื้นที่ตรงนั้นก่อน ถ้าถามหนู เอาจริง หนูไม่ได้รู้สึกโกรธ เกลียดอะไรเค้า หนูรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันแย่ แต่หนูรู้สึกว่าหนูก็เคยเจอความรักที่มันไม่ถึงกับแย่ แต่ไม่ได้เวิร์ก กับคนเก่าหนูก็รู้สึกว่าก็เป็นเพื่อนกัน เลิกกันก็เป็นเพื่อนกันได้”

 

ระยะเวลาที่คบกันในฐานะแฟนนานแค่ไหน?

“เอาจริงๆ หนูเคยบอกไปในรายการหลังวันแต่งงานของพี่พีเค เพราะวันนั้นพี่โม่ไปด้วย แล้วหนูรับดอกไม้ได้ ซึ่งหนูกับพี่โม่ยังไม่ได้มีการตกลงกันว่าเราเป็นแฟนกันอย่างจริงจัง แต่เราก็รู้สึกดีต่อกัน ไปไหนมาไหนไม่ได้ปิดบัง ไปกินข้าวก็ไปด้วยกันเป็นแก๊ง แต่ก็ไม่ได้แบบว่าเธอเป็นแฟนนะ

 

คือรู้ว่าเป็นคนสำคัญ คนที่ศึกษากัน เพราะในระยะเวลาแค่ 4 เดือนเอง ตอนนั้นที่ยังไม่รู้เรื่อง เราก็รู้สึกว่าไม่ได้มาขอเป็นแฟนก็ไม่เป็นไร แต่ ณ ตอนนี้ถ้าถามว่าให้โอกาสเค้ามั้ย หนูมองว่าอนาคต ตัวหนูยังตอบตัวเองไม่ได้เลย แต่มันก็ไม่ได้ง่ายแล้ว เพราะว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นค่อนข้างหนัก”

 

เรื่องที่เกิดขึ้นลามไปถึงผู้ใหญ่ของทั้ง 2 ครอบครัว ท่านว่ายังไงบ้าง?

“หนูยังไม่ได้คุยกับพ่ออย่างเป็นทางการ จริงๆ แล้วหนูไม่ค่อยได้เจอกับพ่ออยู่แล้ว แต่จะคุยกับแม่ แล้วพ่อก็มาทางแม่ตลอด เอาจริงๆ อย่างที่พ่อบอกเค้าไม่รู้

 

เพราะเค้าไม่เคยเจอ ซึ่งหนูคบกับพี่โม่แค่ 4 เดือนเอง ยังไม่พาไปเจอใครอยู่แล้ว แม่ก็เหมือนเจอผ่านๆ แวบ ๆ ยังไม่ได้มีการมานั่ง เหมือนอย่างที่หนูไปเจอครอบครัวเค้า”

 

คำพูดที่พ่อบอกว่าถ้ากลับไปคบกับเขาก็โง่เต็มที?

“ก็คงจะเป็นอย่างที่พ่อพูดนั่นแหละ (ยิ้ม)”

 

คิดว่าตัวเองพลาดตรงไหน เร็วไปมั้ย?

“ถ้าเกิดหนูถามพี่ว่าวันนี้ถ้าพี่มีความรัก ในระยะ 2-3 เดือนแรกความรักของพี่เป็นยังไง ก็ไม่ใช่ความรู้สึกที่เราจะต้องมากั๊กหรือเก็บ เพราะปกติหนูไม่ใช่คนที่ชอบพูดเรื่องตัวเอง ถ้าพี่รู้จักหนูก็จะบอกว่าพี่หนูไม่มีเรื่องคุยหรอก

 

แต่หนูก็ให้เกียรติ คนที่จะมาอยู่ข้างข้างหนูในอนาคต โดยการที่ไม่ได้ปิดบัง เจอผู้ใหญ่หนูก็แนะนำตามปกติ ถามว่าเร็วไปมั้ย หนูก็บอกว่าเป็นการศึกษากันในระยะเริ่มต้นอย่างที่หนูบอกไว้อยู่แล้วค่ะ”

 

เรามองว่าตัวเองกลายเป็นโลก 2 ใบของเค้ามั้ย?

“ตอนนี้น่าจะไม่นะคะ เพราะว่าหนูถอยออกมาแล้ว หนูไม่รู้ว่าเค้ามีกี่ใบ ก็อาจจะมีสองใบ (ยิ้ม)”

 

ณ วันนี้สภาพจิตใจโอเคหรือยัง?

“ดีค่ะ ดีขึ้นกว่าวันแรกมากเลย วันแรกก็ร้องไห้ ก็โทรมแหละอย่างที่พวกพี่เห็น แต่ว่าเวลาผ่านไปแล้ว หนูต้องบอกว่าตัวเองโชคดีหนูได้กำลังใจเยอะมากๆ หลายๆ ครั้งหนูไม่ได้เปิดอ่านคอมเมนต์ ไม่ได้เปิดอ่านไลน์ที่มีใครส่งเข้ามา

 

ไม่ว่าจะเป็นคนที่หนูรู้จักคนใกล้ตัวไกลตัว หลั่งไหลกันเข้ามา หนูก็ไม่ได้เปิด แต่ว่าหนูก็ขอบคุณทุกคนมากๆ หนูจะพยายามทยอยตอบทุกคนนะคะ แต่ที่ผ่านมาหนูไม่รู้จะยังไง ก็รอวันนี้แหละค่ะ”

 

เรื่องนี้สอนอะไรเราบ้าง?

“เอาจริงๆ หนูค่อนข้างมั่นใจนะว่าหนูไม่ได้ทำอะไรผิดกับเรื่องนี้ ถ้าสอนอะไรสักอย่าง ก็คงเป็นประสบการณ์อะค่ะ ที่ทำให้เราได้เจอ”

 

หลายคนสงสารเราที่ความรักครั้งก่อนก็ไม่ดี มาเจอครั้งนี้อีก?

“หนูคิดว่าพี่ๆ ที่อยู่ตรงนี้ก็น่าจะหนักกว่าหนูนะ หนูคิดว่าไม่มีใครที่จะมีแฟนคนสองคนแล้วก็สำเร็จเลย มันไม่มีอะ คนที่สงสารก็หนักหน่วงอะ กว่าจะมาเจอคู่แท้ของตัวเอง มันไม่ใช่เรื่องง่าย หนูก็เป็นคนหนึ่งแหละที่ต้องเผชิญต่อไป”

 

คนต่อไปต้องสืบประวัติเลยมั้ย?

“คนต่อไปมาเสนอตัวเยอะมากค่ะ บอกพร้อมดามใจมาก ถึงผมจะไม่รวย ก็บอกหยุดๆ เดี๋ยวค่อยว่ากัน ฟีลแบบคนทั่วไปอะ ที่ประมาณว่าถึงผมจะไม่หล่อเท่าเค้า ก็บอกว่า พักก่อน”

 

มันต้องดูเยอะขึ้นมั้ย?

“ก็ต้องดูเยอะขึ้นค่ะ แต่อันนี้เรารู้สึกว่าไม่ได้พลาดนะ เพราะเรารู้สึกว่าเพื่อนเค้าเราก็เจอ พ่อแม่เค้า เราก็เจอ ไม่มีสัญญาณอะไร”

 

ยังเชื่อเรื่องความรักอยู่มั้ย?

“เชื่อนะคะ แต่เอาจริงๆ ทุกคนเกิดคนเดียว ตายคนเดียวอะ เพราะฉะนั้นชีวิตเราจะถูกขีดไปเจอกับใคร ก็คือเจอ ไม่เจอก็คือไม่เจอ ไม่อยากจะคิดอะไร หนู 30 แล้วอะ”

 

เชื่อพ่อแล้วใช่มั้ย?

“หนูไม่เคยเชื่อพ่อเลยค่ะ (หัวเราะ) พูดเล่นๆ หนูจะพยายาม เอาจริงๆ เรื่องความรัก ไม่มีใครโง่ ไม่มีใครฉลาดนะ”

 

เหมือนมีข่าววงในออกมาว่าทางผู้ชายเป็นบาร์โฮสแล้วใช้เราเป็นเครื่องมือให้เป็นข่าว?
“ไม่ทราบเลยค่ะ”

 

ทราบหน้าที่การงานเค้ามั้ย?

“อย่างที่ทุกคนทราบ เค้าอยู่ร้านกาแฟ แต่เรื่องนั้นไม่ทราบเลย”

 

จะไปเช็กมั้ย?

“ไม่ต้องเช็กแล้วมั้ง ออกมาแล้ว”

 

ต่างคนต่างอยู่มั้ย?

“ตอนนี้คงยังต่างคนต่างอยู่ไม่ได้ เพราะเค้าก็ยังพยายามติดต่อมา”

 

จะบล็อกเลย?

“ถ้ามันมากก็คงต้อง แต่ตอนนี้เค้าก็ยังไม่ได้ทำอะไรที่มันรุ่มร่ามมากมาย”

 

ได้คุยกับแฟนเค้ามั้ย?

“ไม่ได้คุยเลย ไม่รู้จัก ไม่รู้จะไปคุยอะไรกับเค้า”

 

ตอนนี้ก็ฟื้นฟูสภาพจิตใจเราไปก่อน?

“ใช่ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ”

 

ติดตาม ข่าวบันเทิง ได้ที่นี่และ อัพเดต กระแสดารา ได้ที่นี่ 24 ชั่วโมง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

UFABET | line กลุ่มลับ | สล็อตออนไลน์ | หวยออนไลน์ | ไก่ชนออนไลน์ |

พริตตี้สวย

พริตตี้